15 เรื่องน่ารู้ ถ้าอ่านดูแล้วจะรู้จักประเทศมองโกเลียมากขึ้น

 

15 เรื่องน่ารู้ ถ้าอ่านดูแล้วจะรู้จักประเทศมองโกเลียมากขึ้นแม้จะได้ยินชื่อของประเทศมองโกเลียมานาน แต่หลายๆ คนอาจจะยังไม่ค่อยรู้จักประเทศนี้มากนัก อ่านบทความนี้แล้วน่าจะทำให้คุณเข้าใจความเป็นมองโกเลียมากขึ้น และอาจจะทำให้อยากไปเที่ยวมองโกเลีย ไปรู้จักประเทศนี้ด้วยตัวคุณเองก็ได้

 

มาเริ่มกันเลย!

1. มองโกเลียนอก มองเลียใน มองโกเลียไหนกันแน่???
คำตอบคือ มองโกเลียใน (Inner Mongolia) เป็นเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ซึ่งเป็นดินแดนของประเทศจีน
มองโกเลียนอก (Outer Mongolia) คือ ประเทศมองโกเลีย (Mongolia) หรือ สาธาณรัฐมองโกเลีย (Republic of Mongolia) ในปัจจุบันนั่นเอง มีเมืองหลวงชื่ออูลาน บาเตอร์ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง ภูเขา และทุ่งหญ้า ไม่มีอาณาเขตติดทะเล

 

2. อูลาน บาตอร์ (Ulaan Bator)

 

และ ทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย

เมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของมองโกเลีย ในอดีตมีการเปลี่ยนชื่อเมืองหลายครั้ง จนครั้งสุดท้ายเมื่อปีค.ศ.1924 ใช้ชื่อ อูลาน บาตอร์ ซึ่งมีความหมายว่า วีรบุรุษสีแดง ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ ดัมดิน ซุคบาตาร์ (Damdin Sukhbaatar) ผู้นำการปฏิวัติการปกครองและการประกาศอิสระภาพของมองโกเลีย ปัจจุบันเมืองหลวงแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของการคมนาคม ทั้งการเดินทางด้วยเครื่องบินที่มีเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศ มีบริการรถไฟและรถโดยสารทางไกล มีถนนที่เชื่อมต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ ของมองโกเลียและประเทศใกล้เคียง ที่สำคัญสามารถเชื่อมโยงกับ

 เส้นทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรีย (Trans-Siberian Railway)

 ซึ่งเป็นการเดินทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

3. ประชากรหนาแน่นน้อย
ประเทศมองโกเลียมีพื้นที่กว้างใหญ่ราว 1.5 ล้านตารางกิโลเมตร (นึกภาพง่ายๆ กว่าใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณ 3 เท่า) แม้จะมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลแต่มีประชากรน้อยมากประมาณ 3 ล้านคนเท่านั้นเลยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความหนาแน่นของประชากรน้อยที่สุดในโลก

4. ศาสนาประจำชาติ
ศาสนาประจำชาติ คือ ศาสนาพุทธนิกายลามะ (นิกายวัชระยานแบบทิเบต) มีลามะเป็นผู้นำทางศาสนา

5. เจงกิสข่าน มหาบุรุษสุดยิ่งใหญ่
เจงกิสข่าน ชื่อเดิมคือ เตมูจิน (Temujin) เขาเริ่มรวบรวมชนเผ่ามองโกลและก่อตั้งชาติมองโกลขึ้นเมื่อปีค.ศ.1206 ซึ่งต่อมากลายเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่ มีกำลังที่เข้มแข็งทำให้สามารถขยายอาณาเขตไปไม่หยุดยั้ง ได้รับชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าภายใต้การนำของเจงกีสข่าน ชาวมองโกลทำศึกสงครามขยายอาณาเขตไปเรื่อยๆ โดยครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการนำกองทัพบุกยึดกรุงคอนสแตนติโนเปิลสำเร็จ เจงกิสข่านเสียชีวิตเมื่อปีค.ศ. 1227

 

6. จักรวรรดิมองโกล และ ราชวงศ์หยวน
ช่วงศตวรรษที่ 13 มองโกเลียเคยเป็นศูนย์กลางของจักรวรรดิมองโกลซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชีย-ยุโรป มีอาณาเขตติดต่อกันราว 33 ล้านตารางกิโลเมตร อีกทั้งยังเคยปกครองจีนในนามของราชวงศ์หยวน (Yuan Dynasty) ถึง 88 ปี (ค.ศ.1280-1368) ต่อมาเสียอำนาจและอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงซึ่งเป็นชาวฮั่น จากนั้นได้รับเอกราชจากจีนเมื่อปีพ.ศ. 2464 จากการได้รับความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียตแต่ต้องใช้ระบบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ ลัทธิคอมมิวนิสต์สิ้นสุดในมองโกเลียเมื่อปีพ.ศ. 2532 (ปีเดียวกันกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต) ซึ่งต่อมามองโกเลียได้นำระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามาใช้

7. ทะเลทรายโกบี (Gobi Desert)
เป็น 1 ใน 5 ทะเลทรายที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก โอบล้อมด้วยเทือกเขาอัลไตและทุ่งหญ้าสเตปป์ที่กว้างใหญ่ ที่บริเวณนี้มีการค้นพบฟอสซิลที่สำคัญ ซึ่งไข่ไดโนเสาร์ใบแรกก็ถูกค้นพบที่นี่ ทะเลทรายโกบีแตกต่างจากทะเลทรายทั่วไปตรงที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้าที่ราบกว้าง เป็นที่อยู่อาศัยของอูฐจำนวนมาก อุดมไปด้วยสัตว์ป่าและพืชพรรณ

8. เกอ (Ger)

ชาวมองโกลอาศัยอยู่ในเกอ กระโจมทรงกลม โครงทำจากไม้และคลุมด้วยหนังสัตว์และผ้าใบ ซึ่งรื้อถอนง่ายและสะดวกในการอพยพโยกย้าย เพราะชาวมองโกลส่วนใหญ่เป็นพวกเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์ แต่ปัจจุบันชาวมองโกลดำรงชีวิตเป็นหลักแหล่งมากขึ้น สร้างที่อยู่ด้วยอิฐและไม้แต่ยังคงรักษารูปร่างที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ เราจะคุ้นภาพกระโจมสีขาวในทุ่งหญ้าสเตปป์อันเวิ้งว้าง

9. เทือกเขาอัลไต (Altai Tavan Bogd National Park)
เทือกเขาอัลไตในมองโกเลียครอบคลุมพื้นที่ใน 4 เมือง คือ เมือง Bayan-Ulgii, Tsengel Soum, Ulaanhus Soum, Sagsai Soum และ Altai Soum โดยยอดเขาที่สูงที่สุด คือ ยอดเขาคิวเทน (Khuiten Uul) สูงถึง 4,374 เมตร สามารถมองเห็นฝั่งประเทศจีนและประเทศรัสเซีย

10. เมืองเก่าคาราโคลัม (Karakorum)
อดีตเมืองหลวงในช่วงจักรวรรดิมองโกลหรือในยุคของเจงกิสข่าน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1220 ในหุบเขา Orkhon บริเวณทางแยกของเส้นทางสายไหม คาราโคลัมเป็นเมืองหลวงราว 40 ปี แล้วล่มสลายไปตามจักรวรรดิมองโกล ปัจจุบัน ยังคงหลงเหลือความงดงามของศิลปวัฒนธรรมในช่วงที่มองโกลรุ่งเรืองให้เห็นอยู่บ้างบางส่วน โดยเฉพาะอาราม Erdene zuu ที่มีเจดีย์กว่า 108 เจดีย์ และกำแพงยาวประมาณ 400 เมตรล้อมรอบอารามแห่งนี้

11. วัดกานดาน (Gandan Monastery) วัดคู่บ้านคู่เมือง 
วัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน สร้างโดยท่านข่านโบกด์ ราวปีค.ศ. 1835 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธในมองโกเลีย ชื่อวัดมีความหมายว่า “สถานที่ที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์แบบ” ตั้งอยู่ในเมืองหลวงอูลาน บาตอร์ ลักษณะสถาปัตยกรรมเป็นแบบทิเบต ภายในพระวิหารประดิษฐานพระอวโลกิเตศวร ซึ่งมีความสูงถึง 20 เมตร

12. วัดโชจิน ลามะ (Choijin Lama Temple )
วัดที่เก่าแก่อีกแห่งหนึ่งที่ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ วัดแห่งนี้เก็บหน้ากากเก่าแก่ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาไว้มากมาย มีพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ที่ทำจากทองเหลืองในช่วงศตวรรษที่ 17-18 อยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นที่เก็บกระดูกของลามะชื่อดังรูปหนึ่งไว้โดยนำมาหล่อเป็นพระพุทธรูป

13. เทศกาลนาดัม (Naadam festival) เทศกาลประจำปีสุดยิ่งใหญ่ของมองโกเลีย เป็นประเพณีเก่าแก่ที่จัดขึ้นในช่วงฤดูร้อน (วันที่ 11-13 กรกฎาคม) เพื่อแข่งขันกีฬาที่ถือว่าเป็นทักษะประจำตัวของชายชาวมองโกล คือ การแข่งม้า ยิงธนู และโดยเฉพาะมวยปล้ำที่ได้รับความนิยมมากที่สุดและมีประวัติความเป็นมากว่า 7,000 ปี มีเอกลักษณอันโดดเด่นทั้งจากเครื่องแต่งกายของนักกีฬาและกติกาที่ไม่จำกัดน้ำหนักและอายุของผู้แข่งขัน

 

14. ซอหม่าโถวหรือซอหัวม้า 

ซอหัวม้าเป็นเครื่องดนตรีประเภทสีของชาวมองโกลที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานกว่า 1,200 ปี ด้านบนหัวของซอแกะสลักเป็นรูปหัวม้าจึงเป็นที่มาของชื่อ สายซอทำจากเส้นขนหางม้า คันชักก็ทำจากหางม้าเช่นกัน เห็นได้ชัดเจนว่าชาวมองโกลผูกพันธ์กับม้าเป็นอย่างมาก ซอหัวม้ามีทั้งซอใหญ่ ที่ใช้บรรเลงเพลงนอกสถานที่ และซอเล็กใช้เล่นในบ้าน

15. ม้าป่าทาคิ

ม้าป่าพันธุ์ท้องถิ่นที่ชื่อทาคิ (Takhi) หรือ พริเซวอลสกี้ (Przewalsky) ถือเป็นสัญลักษณ์ที่ควบคู่กับความสำเร็จของประเทศมองโกเลียในการดำรงชีวิตอยู่ในป่าอย่างแข็งแกร่งและอดทน ครั้งหนึ่งเคยสูญพันธุ์ไปจากมองโกเลีย จึงมีโครงการนำม้ากลับมาปล่อยใหม่ที่อุทยานแห่งชาติฮุสไตหรือคุสเตนนูรูรู (Hustai National Park or Khustain Nuruu National Park) ซึ่งปัจจุบันมีม้าป่าทาคิอยู่ที่อุทยานแห่งนี้ประมาณ 20 ฝูง ประมาณ 200ตัว โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวันละครั้ง